"อะไรจะการันตีว่า ฉันอัปสกิลไปแล้ว จะไม่ตกงาน" ฟังเสียงแรงงานจูเนียร์ ในวันโดน AI แย่งงาน

.

ที่มาของภาพ, Bloomberg

    • Author, วศินี พบูประภาพ

"จริง ๆ เอไอที่อยู่ในงานกราฟิกมันก็มีมานานแล้วนะคะ แต่ว่าเพิ่งจะมาใช้งานได้ง่ายขึ้น เพราะว่ามีพวก ChatGPT, Gemini เข้ามา" ศศิยากรณ์ สงเมือง กราฟิกดีไซน์เนอร์ในตำแหน่งระดับกลาง (mid-level) ผู้มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 5-6 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย

ในฐานะผู้ทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ในขอนแก่น เธอยอมรับว่าตัวเองเริ่มสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้ประกอบการหันมาใช้เทคโนโลยีสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อลดต้นทุนการผลิตงานออกแบบ

"สมมติทำงานวันหนึ่งอยากได้ประมาณ 10-20 ภาพ... แทนที่จะจ้างกราฟิกสัก 4 คน ทำคนละ 5 ภาพ เขาจ้างกราฟิกที่ใช้เอไอเป็นแค่ 2 คน เพื่อที่จะได้ภาพ 20 ภาพนั้นใน 1 วัน"

เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นเป็นวงกว้างในสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการเลิกจ้างสูงขึ้น รายงานจากบริษัท Challenger, Gray & Christmas บริษัทที่ปรึกษาด้านการเลิกจ้างในสหรัฐอเมริการะบุว่า แม้การเลิกจ้างส่วนใหญ่จะอ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่เริ่มพบตัวเลขการเลิกจ้างที่ระบุสาเหตุว่า “มาจากเอไอ” โดยตรงอย่างมีนัยสำคัญ

การเลิกจ้างเพราะเอไอที่เกิดขึ้นในบริษัทชั้นแนวหน้าเริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น เช่น กรณีของบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) ที่ประกาศชะลอการจ้างงานกว่า 7,800 ตำแหน่งเพื่อเตรียมใช้เอไอทดแทน หรือกรณีของแอปพลิเคชันดูโอลิงโก (Duolingo) ที่ลดสัดส่วนพนักงานแปลภาษาลงถึง 10%

Goldman Sachs ยังประเมินด้วยว่าตำแหน่งงานกว่า 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลกกำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ

ในวาระการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 บีบีซีไทยสัมภาษณ์แรงงาน นักวิจัยด้านตลาดแรงงาน และผู้ประกอบการเอกชนที่คุ้นเคยกับการใช้เอไอ เพื่อสำรวจนโยบายที่พวกเขาอยากเห็นเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอันเนื่องมาจากผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์

เอไอกระทบตลาดงานไทยแล้ว

ความกังวลของศศิยากรณ์สอดคล้องกับข้อมูลจาก ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งศึกษาแนวโน้มตลาดแรงงานไทยผ่านการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ตามแพลตฟอร์มกว่า 20 แห่ง รวมแล้วมากกว่าหนึ่งแสนตำแหน่ง

ดร.พุทธิพันธุ์ พบว่าตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในไทยมีอยู่ราว 26,000 ตำแหน่ง หรือประมาณ 4% ของประกาศรับสมัครงานทั้งหมดตลอดระยะเวลาของการศึกษาตลอดปี 67-68 การศึกษาของเขาพบว่าเอไอส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานในสายงานต่าง ๆ ไม่เท่ากัน

ข้อมูลเบื้องต้นจาก��านวิจัยของเขาซึ่งกำลังจะเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระบุว่า งานที่ต้องรับผิดชอบสูงซึ่งความผิดพลาดอาจสร้างความเสี่ยงต่อข้อมูลหรือความปลอดภัย เช่น งานด้านบัญชีหรือวิศวกรรมโยธา บริษัทมักลังเลที่จะใช้เอไออย่างกว้างขวาง ขณะที่งานซึ่งมี "ต้นทุนความผิดพลาดต่ำกว่า" มักเปิดรับการใช้เอไอเร็วกว่า

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะเอไอโดยเฉพาะ เติบโตสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ว่า ในไตรมาส 3 ของปี 68 มีจำนวนประกาศรับสมัครงานด้านกราฟิกดีไซน์ราว 3,000 ตำแหน่ง ตัวเลขนี้ถือว่าลดลงจากปีก่อนประมาณ 13.8% ซึ่งสอดคล้องกับภาวะการจ้างงานโดยรวมที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่สัดส่วนประกาศรับสมัครงานในสายงานกราฟิกดีไซเนอร์ที่ระบุว่าต้องมีทักษะเอไอด้วยกลับเพิ่มขึ้นราว 13.7%

ขณะเดียวกัน อัตราการรับสมัครงานตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ (software engineer) ยังขยายตัวในช่วงปี 67-68 และสวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่การประกาศรับสมัครงานในสาขาอื่น ๆ ชะลอตัวลง แต่เมื่อดูรายละเอียดลึกลงไปก็พบว่า ประกาศรับสมัครงานวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ระบุว่าต้องการทักษะเอไอ มีสัดส่วนคิดเป็นกว่า 22.5% ของการประกาศรับสมัครงานในสายนี้ทั้งหมดแล้ว

"ก็แปลว่า 2 ใน 10 งานเรียกร้องให้วิศวกรซอฟท์แวร์ต้องรู้จักหรือใช้เอไอให้เป็น... ถ้าหากวิศวกรซอฟต์แวร์คนไหนที่ปฏิเสธเอไอหรือไม่ต้องการใช้เอไอเลยก็อาจจะเป็นที่ต้องการของตลาดน้อยลง" นักวิจัยจากทีดีอาร์ไออธิบาย

.

ที่มาของภาพ, TDRI

คำบรรยายภาพ, ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากส่วนหนึ่งของรายงานซึ่งจัดทำโดย TDRI และกำลังจะเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

ด้าน ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้ก่อตั้งบริษัทให้บริการด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ Skooldio เชื่อว่าการเติบโตของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดงานในไทยโดยตรงแล้ว

"มี[ผลกระทบ]เรียบร้อยแล้วครับ แต่ผมว่าเขาอาจจะแค่ไม่ได้ประกาศเป็นสาธารณะกันมาก... เขาใช้คำว่า 'เกษียณก่อนกำหนด' แต่ในทางหนึ่งก็คือลดกำลังคนที่ไม่จำเป็นของเขาลง... เพราะเขามองว่า[แรงงานรุ่นเก่า]ตามเทคโนโลยีไม่ทันแล้ว แต่คนรุ่นใหม่สามารถใช้เครื่องมือสมัยใหม่ทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า"

เขาระบุว่าในแวดวงเทคโนโลยีมีหลายสตาร์ทอัพและบริษัทผู้ให้บริการระบบขนาดใหญ่เริ่มลดจำนวนผู้พัฒนาและพนักงานฝ่ายเทคนิคลงตั้งแต่ปีก่อน โดยเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความคาดหวังที่ว่าพนักงานจำนวนน้อยลงควรสร้างผลงานได้มากขึ้นด้วยเครื่องมือเอไอผสมผสานกัน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวไม่เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย เพราะหลายองค์กรพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ

กระนั้น ดร.วิโรจน์ ก็กล่าวด้วยว่า แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของตำแหน่งงานครั้งนี้อย่างรุนแรงที่สุดไม่ใช่กลุ่มแรงงานรุ่นเก่า แต่เป็นกลุ่มแรงงานที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดงาน

รอรูปคุณวิโรจน์

ที่มาของภาพ, Virot Chiraphadhanakul

คำบรรยายภาพ, ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล เปิดตัวเป็นรองประธานบริษัทไลน์แมน-วงใน ฝ่ายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (VP of AI) หลังการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

พนักงานออฟฟิศระดับจูเนียร์ ได้รับผลกระทบมากที่สุด

"แต่ก่อนเวลาเราพูดถึงเอไอหรือเทคโนโลยีเข้ามา เราก็จะมองว่ากลุ่มคนที่จะโดนดิสรัปต์ (disrupt) คือแรงงานใช้แรง (blue collar)... คือเรามองว่าเดี๋ยวหุ่นยนต์มา [ก็จะแทนที่แรงงานเหล่านี้] ด้วยระบบอัตโนมัติ" ดร.วิโรจน์ อธิบาย "ถ้าถามผมคือพนักงานที่ประสบการณ์น้อย ไปก่อนครับ... ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น คุณยังไม่ได้ใช้สมองเท่าไหร่ คุณทำงานตามสั่ง มันจบแล้ว"

เขาวิเคราะห์ต่อในมุมมองของผู้ประกอบการ โดยระบุว่า "หลายองค์กรจ้างจูเนียร์ (junior หมายถึงพนักงานระดับเริ่มต้น) เข้ามา สิ่งที่เขาหวังก็คือขัดเกลาเพื่อให้เขาโตขึ้นมาทำงาน เพราะฉะนั้นจริง ๆ จูเนียร์สำหรับหลายที่มันคือการลงทุน ต้องเอาผู้จัดการมาสอน ต้องเอาคนมาสอนเพื่อทำให้มันเก่งขึ้น"

"ในขณะที่[หาก]ใช้เอไอ ทำทุกอย่างได้เป๊ะหมด สั่งมันบ่อย ๆ มันเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราชอบแบบไหน ทำงานดีขึ้นอีกเรื่อย ๆ เริ่มรู้บริบท รู้ความต้องการเรามากขึ้น"

เขายังชี้ด้วยว่าผู้ประกอบการประเมินการจ้างพนักงานโดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพและต้นทุน ทำให้ในระยะสั้นแล้วการใช้ปัญญาประดิษฐ์นั้นคุ้มค่ากว่าการจ้างงานพนักงานขั้นต้นมาก

ในประเด็นนี้ รายงาน "อนาคตของงาน (Future of Jobs)" ของ World Economic Forum (WEF) ปี 2023 ระบุว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากกำลังลดลง โดยเฉพาะงานธุรการและงานเอกสาร และคาดว่าจะหายไปอีก 26 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2027 ขณะเดียวกันข้อมูลจาก Indeed Hiring Lab ซึ่งเป็นแผนกวิจัยของแพลตฟอร์มสมัครงาน Indeed ระบุว่าตลาดแรงงานมีการหดตัว โดยประกาศรับสมัครงานระดับจูเนียร์ลดลง 7% เมื่อเทียบระหว่างปี 2024-2025 ขณะที่ตำแหน่งระดับที่อาวุโสกว่าหรือ "ซีเนียร์ (senior)" กลับเพิ่มขึ้น

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ในไทย โดยข้อมูลของ ดร.พุทธิพันธุ์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอพบว่า ประกาศรับสมัครงานประเภทกราฟิกดีไซน์ที่ระบุว่าต้องใช้เอไอส่วนใหญ่เปิดรับเฉพาะผู้มีประสบการณ์อย่างน้อยสามปี โดยมีการเปิดรับสมัครตำแหน่งระดับอาวุโสในสัดส่วนที่มากกว่างานที่เปิดรับคนไม่มีประสบการณ์หรือระดับจูเนียร์ราว 2 เท่า

นอกจากนี้ ข้อมูลจากทีดีอาร์ไอยังชี้ว่านายจ้างในไทยจำนวนมากยังต้องการแรงงานที่มีประสบการณ์เพียงพอในการตรวจสอบความถูกต้องของงานที่ผลิตด้วยเอไอ และมีความรับผิดชอบใกล้เคียงกับตำแหน่งผู้จัดการ

ด้าน ดร.วิโรจน์ เตือนด้วยว่า แม้ความคุ้มค่าด้านต้นทุนทำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เอไอมากกว่าพนักงานระดับเริ่มต้น แต่สถานการณ์เช่นนี้กำลังจะสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง

"เควสชันมาร์ก (เครื่องหมายคำถาม) ที่ทั้งโลกยังตอบไม่ได้คือ แล้วถ้าเราไม่จ้างจูเนียร์เลย อนาคตใครจะมาเป็นซีเนียร์"

แม้จะไม่ได้มีคำตอบโดยตรง แต่รายงานเล่มเดียวกันของ WEF ชี้ว่าพนักงานระดับต้นต้องเปลี่ยนแปลงทักษะหลักของตนเอง โดยทักษะพื้นฐานที่เคยเพียงพอต่อการได้รับการจ้างงานในอดีต อย่างการพิมพ์ การจัดเก็บเอกสาร หรือการคำนวณขั้นพื้นฐาน นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป และความคาดหวังพื้นฐานได้แปรเปลี่ยนไปสู่ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์แทน

"อันนี้ ดร.สมเกียรติ TDRI พูดไว้ ความเศร้าที่สุดคือ ถ้าให้คนไทยหลับตาวาดรูปวิวทิวทัศน์เนี่ย ทั้งประเทศสามารถวาดได้รูปเดียวกัน ภูเขา 2 ลูก มีพระอาทิตย์ตรงกลาง" ผู้ก่อตั้ง Skooldio กล่าวโดยชี้ว่ารูปแบบการเรียนศิลปะในหลายสาขาของไทยมักถูกกำหนดท่าทางและวิธีการไว้ชัดเจนจนไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ลองคิดหรือสร้างผลงานใหม่ ส่งผลให้ทักษะด้านการคิดยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา

"ถ้าจะดึงเข้าการเมืองหน่อย คือสุดท้ายถ้าเราจะเป็นประเทศที่แข่งขันได้ การศึกษาต้องดีขึ้น ขั้นพื้นฐานหรือมาตรฐานต้องดีขึ้น และเหมาะสมสำหรับยุคเอไอ ถ้าใช้จังหวะนี้เป็นตัวเปลี่ยนผ่านทั้งหมดได้ ก็จะดีครับ"

.

ที่มาของภาพ, Lauren DeCicca/Getty Images

พนักงานระดับกลาง-อาวุโส ต้องรื้อทักษะใหม่

แม้ภาพจำเกี่ยวกับการถูกแย่งงานมักผูกติดกับแรงงานรุ่นใหม่ แต่รายงาน Work Trend Index 2024 ของบริษัทไมโครซอฟท์ระบุว่า แม้จะมีประสบการณ์ทำงานก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป โดยผู้บริหารร้อยละ 71 ชี้ว่าพร้อมจ้างผู้สมัครที่มีทักษะเอไอแม้มีประสบการณ์น้อยกว่า แทนผู้สมัครที่มีประสบการณ์สูงแต่ขาดทักษะด้านนี้

นอกจากนี้ แรงงานทักษะสูงในประเทศพัฒนาแล้วมีความเสี่ยงต่อการถูกเอไอแย่งงานมากกว่าแรงงานทักษะต่ำตามรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปี 2024 ซึ่งระบุเหตุผลว่า เป็นเพราะงานวิเคราะห์และตัดสินใจเป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนได้โดยตรง ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ (McKinsey & Company) ชี้ว่า กลุ่มงานที่ได้รับผลกระทบจาก Generative AI มากที่สุดคือบทบาทในสายวิเคราะห์และบริหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งของแรงงานระดับกลางถึงระดับสูง

ดร.วิโรจน์ ระบุว่าคนทำงานต้องยกระดับทักษะเพื่อหนีจากงานซ้ำซ้อนที่เอไอทำได้แม่นยำกว่า "เอไอคือตัวคูณของความสามารถของคน คือถ้าเราคิดเก่งอยู่แล้ว เราจะไม่ได้ใช้เอไอแค่บอกคำตอบฉันที เราจะใช้เอไอเป็น 'เพื่อนคู่คิด' ช่วยระดมสมองแล้วเราก็บอกมันว่าอันนี้ไม่ดียังไง อันนี้ดียังไง เอาไปคิดต่อ... มันก็จะเหมือนทำให้เราเก่งขึ้นไปอีก"

ขณะเดียวกัน เขาระบุว่าทักษะเชิงมนุษย์ เช่น การประสานงาน การเจรจาต่อรอง และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังคงเป็นพื้นที่ที่เอไอเข้ามาทดแทนได้ยาก และเป็นบทบาทที่ตำแหน่งระดับกลางถึงระดับสูงต้องรักษาไว้

"เขาต้องการคนที่มีประสบการณ์ คนที่มีเครือข่าย (connection) คนที่ดึงงานมาได้ คนที่คุยกับลูกค้ารู้เรื่อง คนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ อันนี้ยังเป็นทักษะของมนุษย์ที่เอไอยังมาไม่ถึง" ดร.วิโรจน์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทไลน์แมน-วงใน อธิบาย

ด้าน ดร.พุทธิพันธุ์ ระบุว่าแรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงานที่หดตัวอยู่แล้วจะสามารถอยู่รอดในยุคเอไอได้มักมีสองลักษณะคือ

  • เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในระดับที่เอไอยังทำงานแทนไม่ได้ เช่น กราฟิกดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงหรือเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และ
  • มีทักษะหลากหลายข้ามสาขา เช่น ผสานความรู้ด้านดีไซน์กับการตลาด หรือผสานทักษะเขียนโค้ดกับความเข้าใจธุรกิจ ทำให้สามารถต่อยอดงานและใช้เอไอเป็นเครื่องมือเสริมได้โดยไม่ถูกแทนที่

"มันคงไม่ใช่ทุกคนนะครับที่สามารถไปเป็นท็อปออฟเดอะมาร์เก็ต (ที่หนึ่งของตลาดแรงงาน) ได้ แต่ผมเชื่อว่าคุณต้องมีทักษะที่มากกว่าเดิม อย่างเช่นถ้าคุณเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ คุณจะมาหวังแค่ว่าคุณใช้ Adobe Illustrator หรือ Photoshop เป็นอย่างเดียวอาจจะไม่ได้แล้ว คุณต้องมีความรู้อย่างอื่นเพิ่มด้วย"

ศศิยากรณ์เห็นพ้อง เธอสะท้อนว่า "เดี๋ยวนี้กราฟิกดีไซน์ไม่ได้รับสมัครแค่กราฟิกดีไซน์ แต่จะพ่วงมาแบบนักสร้างเนื้อหา (content creator) และกราฟิกดีไซน์… คือทั้งถ่ายคลิป แล้วก็ทั้งทำกราฟิกด้วย"

.

ที่มาของภาพ, Universal Images Group via Getty Images

พรรคการเมืองเสนอนโยบายอะไรบ้าง เพื่อรับมือการมาถึงของเอไอ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากเทคโนโลยีเอไอ พรรคการเมืองหลักในไทยต่างนำเสนอนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบต่อแรงงาน ผ่านรายละเอียดที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น

  • พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทาง "Learn to Earn" ให้ "แรงงานไทยทุกกลุ่ม" สามารถอัปสกิลและรีสกิล (upskill and reskill) ได้ตลอดชีวิตผ่าน "ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ" และ "พาสปอร์ตทักษะ" โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแทนลูกจ้าง นอกจากนี้ยังเสนอระบบจับคู่ทักษะกับงานผ่านแพลตฟอร์มกลางเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้งานระหว่างหรือหลังการฝึกอบรม และเสนอการตั้ง AI Learning Platform แห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเรียนออนไลน์ด้านเอไอฟรี และเมื่อเรียนจบหลักสูตรจะได้รับใบประกาศวุฒิบัตรดิจิทัลและ "โทเคน" (token) เพื่อใช้เข้าถึง "AI Engines" ตลอดจนประกาศให้ "อินเทอร์เน็ต เป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทย" เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาถูกทั้งประเทศ
  • พรรคประชาชน เสนอใช้เอไอสนับสนุนการสอนในโรงเรียน ขณะที่ระดับอุดมศึกษาจะเพิ่มความร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศเพื่อนำเทคโนโลยีขั้นสูงด้านชิป เอไอ และไบโอเทคเข้ามาถ่ายทอดให้กับนักศึกษา ส่วนการศึกษานอกระบบจะใช้คูปองอัปสกิล-รีสกิล ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับระบบทดสอบทักษะและการเชื่อมโยงตลาดงาน นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมอาชีพดิจิทัลผ่านการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีโลกด้วยสิทธิประโยชน์ BOI เสนอการผลักดันความร่วมมือรัฐต่อรัฐเพื่อส่งแรงงานทักษะสูงไปทำงานต่างประเทศ และสร้างงานดิจิทัลในท้องถิ่น
  • พรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบาย "การศึกษาเท่าเทียมพลัส" โดยมุ่งสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มยกระดับทักษะร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งระบบ "ธนาคารหน่วยกิต" ที่เปิดให้สถาบันการศึกษานำหลักสูตรมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม เมื่อผู้เรียนสอบผ่านและสะสมหน่วยกิตครบก็สามารถรับวุฒิการศึกษาตามมาตรฐานได้
  • พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอนโยบายสอนเอไอพื้นฐานให้ผู้สูงอายุ การสนับสนุนชุดเครื่องมือเอไอ (AI toolkit) สำหรับอาชีพต่าง ๆ โดยแจกคูปอง "AI Upskill Voucher" ไปจนถึงการบรรจุความรู้ด้านเอไอ (AI literacy) เป็นหลักสูตรภาคบังคับ และเสนอจัดทำแผนที่ทักษะเอไอของประเทศเพื่อวางแผนพัฒนากำลังคน ขณะเดียวกันก็เสนอโครงสร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่นมากขึ้นผ่านธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ การสะสมทักษะใน "Skill Wallet" การเชื่อมการเรียนรู้นอกระบบเข้ากับระบบคุณวุฒิ และการใช้คูปองการศึกษา ให้ประชาชนมีโอกาสในการอัปสกิลและรีสกิลตามความต้องการของตลาดแรงงานยุคเอไอ
  • พรรคไทยก้าวใหม่ นำเสนอการสร้างแพลตฟอร์มการศึกษาแห่งชาติ มุ่งเน้นการสอนทักษะเอไอตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและการพัฒนาทักษะเสริมความคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการอัปสกิล-รีสกิลครูและเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาให้ทันต่อเทคโนโลยี ขณะเดียวกันนโยบายด้านแรงงานเน้นลดภาระงานที่ไม่จำเป็นเพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนและครูมีเวลาใช้ทักษะเชิงคิด และจัดทำ "พอร์ตดิจิทัล" ตลอดชีวิตเพื่อให้ประชาชนสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานที่เอไอเข้ามามีบทบาทมากขึ้นได้
.

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

ดร.พุทธิพันธุ์ เสริมว่าไทยยังควรศึกษาแนวทางของสิงคโปร์ซึ่งมีระบบนิเวศด้านทักษะแรงงานที่ชัดเจน รัฐต้องมีฐานข้อมูลเพื่อระบุแรงงานกลุ่มเสี่ยง และพัฒนามาตรการเข้าถึงกลุ่มเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎหมายด้านแรงงานแพลตฟอร์มและกฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกหลักในการทำธุรกิจ หรือ "solo-preneur"

"ถ้ารัฐไทยยังทํางานช้าอย่างนี้ มันจะยิ่งทําให้เราคุ้มครองหรือส่งเสริมไม่ทัน" เขาตั้งข้อสังเกต

ในด้านโยบายการศึกษา ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล เห็นว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิตตามรูปแบบเดิมไปสู่การสร้างทักษะที่เป็นจุดแข็งของมนุษย์ เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเข้าใจบริบทมนุษย์ และทักษะการตั้งคำถาม

"ผมว่าเอกชนตื่นตัวพยายามปรับตัว คำถามคือ มหาวิทยาลัยจินตนาการตัวเองใหม่หรือยัง ว่าตกลงเด็กจบคณะนี้ออกมาในโลกยุคเอไอเขาจะทำอะไร เพราะว่างานที่เขาทำมันอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

ศศิยากรณ์

ที่มาของภาพ, Sasiyakorn Songmuang

คำบรรยายภาพ, ศศิยากรณ์ ผู้เป็นกราฟิกดีไซเนอร์กล่าวว่า การเพิ่มพูนความรู้ตนเอ���และกระจายรายได้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ยังสะท้อนความกังวลต่อภาวะตลาดงานที่หดตัวลง

อัปสกิล-รีสกิล แล้วจะรอดจริง ๆ ใช่ไหม

สำหรับศศิยากรณ์ เธอรู้ดีว่าการปรับตัวนั้นจำเป็น

นอกจากเดินหน้าทำธุรกิจร้านกาแฟเล็ก ๆ เป็นอาชีพเสริม เธอยังเริ่มสร้างช่องของตัวเองผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อฝึกการเล่าเรื่อง ตัดต่อวิดีโอ และพัฒนาตนเองจากงานภาพนิ่งไปสู่บทบาทที่ต้องใช้ทักษะหลากหลาย โดยเฉพาะทักษะที่เอไอยังทำแทนได้ไม่สมบูรณ์ เช่น การจับแนวโน้มไวรัลและสร้างรูปแบบการทำงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แม้การพัฒนาทักษะจะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการเหล่านี้ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด และตั้งคำถามต่อนโยบายที่ตอกย้ำคำซ้ำ ๆ อย่างคำว่า "รีสกิล" และ "อัปสกิล" ที่ถูกนำมาใช้หาเสียงทางการเมือง โดยกังวลว่ามันจะไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ในตลาดงานได้จริง

"อะไรจะการันตีว่า ฉันอัปสกิลไปแล้ว ฉันรีสกิลไปแล้ว แล้วฉันจะไม่ตกงานจริง ๆ เหรอ ?" ศศิยากรณ์ ตั้งคำถาม

สำหรับเธอแล้ว มาตรการเหล่านี้อาจบรรเทาผลกระทบได้เพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานได้ทั้งหมด

"ตราบใดที่โครงสร้างธุรกิจยังมุ่งลดต้นทุนและผู้ประกอบการเลือกใช้เอไอแทนแรงงานมนุษย์ จำนวนตำแหน่งงานก็ลดลงอยู่ดี แม้ว่าคนจะมีทักษะที่เก่งขึ้น"

"ถ้าสมมติว่าเราทำแล้ว ทำตามที่เขาบอกทุกอย่างแล้ว แล้วเราก็ยังตกงานอยู่ แล้วเราจะทำยังไง ?" ศศิยากรณ์ ตั้งคำถามทิ้งท้าย