สาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดศีรษะไมเกรนคืออะไรกันแน่ ?

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC
- Author, โซเฟีย กวาเกลีย
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
ราว ๆ ทุกสองสัปดาห์ ศีรษะซีกซ้ายของฉันจะเกิดความรู้สึกเหมือนมีช่องว่างมหาศาลระหว่างสมองกับกะโหลก เมื่อฉันเอียงหัว ช่องว่างนั้นจะถูกเติมเต็มด้วยอาการปวดตุบ ๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาเหมือนของเหลว ความเจ็บปวดนั้นแผ่ซ่านเข้าไปถึงด้านหลังของลูกตา แล้วหยุดนิ่งเพื่อคอยทิ่มแทงบริเวณนั้นเหมือนกับมีมีดสั้นปักเสียบอยู่ มันเจ็บร้าวลงไปถึงขากรรไกรเลยทีเดียว
ในบางครั้งความเจ็บปวดที่ว่านี้ จะหลบไปแผดเผาอย่างแสบร้อนในฉากหลัง และส่งเสียงร้องอยู่เพียงแค่ในจิตใต้สำนึกเท่านั้น หากฉันหยีตาหรือชำเลืองมองไปด้านข้าง แต่ในบางครั้งมันก็เต้นตุบ ๆ และกระแทกกระทั้นรุนแรง เหมือนกับมีคนกำลังเคาะหรือทุบประตูเพื่อที่จะออกมาให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
ยิ่งฉันปล่อยให้อาการดังกล่าวคงอยู่โดยไม่รีบกินยานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะบรรเทาอาการ และยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้นกว่าจะหาย ยิ่งไปกว่านั้น ความทรมานแบบเดิมจะวนกลับมาปรากฏขึ้นซ้ำอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แทบจะในทันทีที่ฤทธิ์ของยาแก้ปวดหมดลง เพราะมันคืออาการปวดศีรษะไมเกรนนั่นเอง
ผู้คนทั่วโลกกว่า 1.2 ล้านคน มีประสบการณ์คล้ายคลึงกับที่ฉันเผชิญอยู่ อาการปวดศีรษะไมเกรนยังถือเป็นความเจ็บป่วยของระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุของความพิการที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก แต่ถึงกระนั้น ความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคนี้ยังคงมีจำกัด แม้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตาม
คำถามเรื่องไมเกรนส่วนใหญ่ยังคงเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วไมเกรนคืออะไรกันแน่, สาเหตุที่เป็นต้นตอของมันคืออะไร, และแพทย์จะใช้วิธีบำบัดรักษาอย่างไรได้บ้าง เพื่อขจัดมันออกไปจากชีวิตของคนไข้
"ผมบอกเลยว่า ไมเกรนเป็นหนึ่งในโรคของระบบประสาท ที่เรามีความรู้ความเข้าใจน้อยที่สุด หรืออาจจะเป็นโรคที่ลึกลับเป็นปริศนา ยิ่งกว่าความเจ็บป่วยใด ๆ ทั้งหมดเลยก็ว่าได้" ดร.เกรกอรี ดุสซอร์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สมองและพฤติกรรม ประจำมหาวิทยาลัยเทกซัสวิทยาเขตดัลลัส (UT Dallas) ของสหรัฐฯ กล่าว
ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เริ่มจะเข้าใจถึงสาเหตุของไมเกรน และเพิ่งจะได้เห็นกระบวนการเกิดไมเกรนแบบเรียลไทม์ ผ่านการส่งสัญญาณไฟฟ้าในสมองของคนไข้เมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษายีนหรือหน่วยพันธุกรรม, โครงสร้างเส้นเลือด, และส่วนผสมทางเคมีของสารพัดโมเลกุลที่ไหลเวียนอยู่ในสมองของผู้ป่วย นักวิจัยได้เริ่มขยับเข้าใกล้กุญแจที่ไขคำตอบว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนและจะรักษาได้อย่างไร รวมทั้งเหตุใดมันจึงไม่ใช่แค่อาการปวดศีรษะที่แสนทรมาน แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังทั่วร่างกาย
เหตุใดการศึกษาเจาะลึกเรื่องไมเกรนทำได้ยาก
ทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญเลิกใช้คำว่า "อาการปวดศีรษะไมเกรน" กันไปแล้ว แต่หันมาสนับสนุนให้ทุกคนเรียกมันว่า "ภาวะไมเกรน" หรือ "โรคไมเกรน" (migrane disorder) แทน เพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงที่ว่า ภาวะไมเกรนกำเริบเกิดขึ้นจากโรคหรือความผิดปกติอื่นที่แฝงอ��ู่ในร่างกาย ซึ่งจะแสดงออกเป็นอาการได้หลากหลายแบบ รวมทั้งอาการปวดศีรษะด้วย และหากผู้ป่วยมีภาวะไมเกรนกำเริบ 15 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน จะถือว่าป่วยเป็นโรคไมเกรนแบบเรื้อรัง
การศึกษาเรื่องไมเกรนเริ่มต้นขึ้นราวช่วงศตวรรษที่ 18-19 โดยในยุคนั้นถูกมองว่าเป็นโรคอารมณ์ผันผวนของผู้หญิง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นแต่กับหญิงสาวสวยที่ฉลาดและมีเสน่ห์ รวมทั้งมี "บุคลิกภาพแบบไมเกรน" อยู่ในตัว และเนื่องจาก 3 ใน 4 ของคนไข้โรคไมเกรนเป็นผู้หญิง จึงทำให้เสมือนว่าโรคนี้เป็นโรคต้องห้ามสำหรับนักวิจัยอยู่นานนับศตวรรษ จนขาดการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยมาโดยตลอด
"ผู้คนพากันคิดว่ามันเหมือนกับโรคฮิสทีเรีย" แพทย์หญิงเทชาเม มอนทีธ หัวหน้าแผนกกลุ่มอาการปวดศีรษะ ประจำเครือข่ายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไมอามีกล่าว เธอบอกว่าแม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีมหาวิทยาลัยน้อยแห่ง ที่จะมีศูนย์วิจัยโรคไมเกรนเป็นของตนเองโดยตรง และงบประมาณที่ลงทุนเพื่อการวิจัยในด้านนี้ก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคของระบบประสาทและสมองชนิดอื่น ๆ
พญ.มอนทีธยังบอกว่า ไมเกรนเป็นภาระหนักต่อสุขภาพกายและจิตของผู้ป่วย รวมทั้งเป็นภาระทางเศรษฐกิจต่อคนผู้นั้นและส่วนรวมด้วย เพราะพบได้มากในวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-50 ปี ทำให้คนเหล่านี้มีแนวโน้มจะต้องลางานบ่อย ต้องสูญเสียตำแหน่งงาน หรือเกษียณอายุเร็วกว่าคนทั่วไป สถิติของสหราชอาณาจักรระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้มีภาวะไมเกรนอายุ 44 ปีคนหนึ่ง ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นกว่าปกติถึง 19,823 ปอนด์ หรือราว 856,527 บาทต่อปี ซึ่งหมายความว่าโรคนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสูญเสียเงินไปกว่า 12,000 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคท้าทายของการศึกษาวิจัยโรคไมเกรน อยู่ที่อาการของโรคซึ่งแตกต่างหลากหลายกันออกไปอย่างมาก สำหรับตัวฉันเองซึ่งเป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์ มักจะเกิดอาการไมเกรนกำเริบทุกครั้งที่มีประจำเดือน โดยมักจะปวดศีรษะซีกซ้ายและปวดรุนแรงขึ้นหากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนอาการที่เกิดนำมาก่อนการปวดศีรษะ ได้แก่การรับรู้กลิ่นได้ว่องไวผิดปกติ รวมทั้งไหล่และแขนซ้ายก็แข็งทื่อเหมือนถูกแช่แข็งด้วย
สำหรับผู้ป่วยโรคไมเกรนคนอื่น ๆ อาการที่เกิดขึ้นอาจรวมถึงคลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง, เวียนศีรษะเหมือนบ้านหมุนจนทรงตัวไม่อยู่, หรือไวต่อการกระตุ้นด้วยแสงและเสียง กว่าครึ่งของผู้มีภาวะไมเกรนจะรู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก บางคนมีความอยากอาหารบางชนิดอย่างรุนแรง, หรือหาวนอนบ่อยครั้งในตอนที่เริ่มมีอาการ โดยราว 25% จะมองเห็นแสงสว่างเรืองรอง หรือเห็นแสงวาบสว่างจ้าแยงตา เหมือนกับมีแสงเล็ดลอดเข้าไปในช่องมืดบรรจุฟิล์มของกล้องถ่ายภาพรุ่นเก่า
ดร.ดุสซอร์บอกว่า "ภาวะไมเกรนกำเริบนั้นเป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาก มันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวด แต่อาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งหมดนั้น มีมาชัดเจนก่อนจะเริ่มปวดศีรษะด้วยซ้ำ"
ส่วนปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ไมเกรนกำเริบนั้น ก็มีอยู่มากมายและหลากหลายเช่นกัน สำหรับตัวฉันแล้วการอดนอนและอดอาหารทำให้ปวดศีรษะไมเกรนได้ แต่ผู้ร่วมชะตากรรมอีกหลายคนกลับบอกว่า อาหารบางชนิดอย่างช็อกโกแลต, ชีสที่ผ่านการบ่มมานาน, กาแฟ, หรือไวน์ขาว สามารถจะทำให้พวกเขาไมเกรนกำเริบได้ ความเครียดยังเป็นปัจจัยกระตุ้นหลักสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับการผ่อนคลายความเครียด ซึ่งกระตุ้นให้คนจำนวนไม่น้อยไมเกรนกำเริบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ตัวกระตุ้นหรือตัวอาการกันแน่ ?
แม้อาการและตัวกระตุ้นของโรคไมเกรนที่แตกต่างหลากหลาย ได้สร้างความพิศวงสงสัยให้กับแพทย์และบรรดานักวิจัยมานานปี แต่เมื่อไม่นานมานี้ผลการศึกษาหลายชิ้นได้ชี้ว่า สิ่งที่เคยคิดกันว่าเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนในอดีต อันที่จริงอาจเป็นอาการระยะต้นของโรคที่เกิดขึ้นแล้วต่างหาก
"ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยที่บอกว่าอาหารบางชนิดเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบ แท้จริงแล้วพวกเขากำลังรู้สึกอยากอาหารชนิดนั้นอยู่โดยไม่รู้ตัว และหามันมากินในตอนที่ไมเกรนกำเริบในระยะต้นไปแล้ว ทำให้คนเหล่านี้เชื่อมโยงอาหารบางชนิด เช่นช็อกโกแลตหรือชีสเข้ากับโรคไมเกรนด้วยความเข้าใจผิด" ศาสตราจารย์เด็บบี เฮย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยา จากมหาวิทยาลัยโอทาโกของนิวซีแลนด์กล่าว

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC
ตัวฉันเองสงสัยมาตลอดว่า กลิ่นน้ำหอมฉุนอาจเป็นตัวกระตุ้นให้ฉันไมเกรนกำเริบ แต่อันที่จริงฉันก็ฉีดน้ำหอมทุกวัน และจะได้กลิ่นฉุนรุนแรงเตะจมูกเป็นพิเศษเฉพาะวันที่ไมเกรนกำเริบเท่านั้น หากวันไหนสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดี จมูกก็จะไม่ได้รับกลิ่นน้ำหอมชัดเจน จนต้องเพ่งเล็งให้ความสนใจมากนัก
ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โกดส์บี ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) แสดงความเห็นต่อประสบการณ์ของฉันว่า "นั่นถือเป็นกรณีตัวอย่างที่พบได้บ่อยมาก ซึ่งทำให้ผู้คนกล่าวโทษสาเหตุที่กระตุ้นไมเกรนกันอย่างผิด ๆ เพราะอันที่จริงแล้ว อาการนำระยะต้นของภาวะไมเกรนกำเริบ ทำให้คุณไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ และได้กลิ่นที่ไม่เคยสังเกตพบในชีวิตประจำวันมาก่อน"
ศ.โกดส์บีได้วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของผู้ป่วยโรคไมเกรน ที่รู้สึกว่าแสงสว่างเป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับภาพสแกนสมองของผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุว่าแสงเป็นตัวกระตุ้นความเจ็บปวด เขาพบว่ามีเพียงผู้ป่วยกลุ่มแรกเท่านั้น ที่สมองส่วนการมองเห็นเคลื่อนไหวทำงานมากผิดปกติ ในช่วงก่อนที่ไมเกรนจะกำเริบ ซึ่งแสดงว่าคนกลุ่มนี้มีกลไกทางชีววิทยาที่แฝงอยู่บางอย่าง ที่ทำให้ไวต่อแสงยิ่งกว่าผู้ป่วยคนอื่น ๆ ในตอนนั้น
ทว่าภารกิจของนักวิทยาศาสตร์ในการค้นหากลไกทางชีววิทยาดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน ช่างเป็นเรื่องที่ยากยิ่งและใช้เวลายาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว
สาเหตุทางพันธุกรรมของไมเกรน
งานวิจัยหลายชิ้นที่ทำกับฝาแฝดพบว่า มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมบางอย่าง ทำให้คนที่พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเป็นโรคไมเกรน มีแนวโน้มทางสถิติสูงที่จะได้รับสืบทอดยีน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องล้มป่วยด้วยโรคเดียวกัน คาดว่าปัจจัยทางพันธุกรรมนี้ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคไมเกรนของผู้ป่วย 30-60% เลยทีเดียว
ดร.เดล ไนฮอลต์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจัยรองอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดโรคไมเกรนนอกเหนือจากพันธุกรรม ได้แก่ปัจจัยภายนอกอย่างเช่นประวัติความเป็นมาของคนผู้นั้น, สภาพแวดล้อม, และพฤติกรรมการดำรงชีวิต
ที่ผ่านมาดร.ไนฮอลต์และคณะ ได้พยายามศึกษาวิเคราะห์เพื่อค้นหายีนที่ทำให้เกิดภาวะไมเกรน ทว่าภารกิจดังกล่าว "มีความซับซ้อนยิ่งกว่าที่เราเคยคาดหวังไว้ในอุดมคติ"
ผลวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2022 หลังวิเคราะห์ยีนของผู้ป่วยไมเกรน 100,000 คน โดยเปรียบเทียบกับคนสุขภาพดีที่ไม่เป็นไมเกรน 770,000 คน พบว่ามีการแปรผันทางพันธุกรรมช่วงสั้น ๆ ในสายดีเอ็นเอถึง 123 แบบ ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคไมเกรนได้ ปัจจุบันทีมวิจัยของดร.ไนฮอลต์ ยังได้ทำการทดลองกับผู้ป่วยไมเกรนอีก 300,000 คน เพื่อค้นหาจุดที่เกิดการแปรผันทางพันธุกรรมดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งเขาคาดว่า "น่าจะมีอีกหลายพันจุดเลยทีเดียว"
ผลวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า ตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมบางตัวที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด กับการเกิดโรคซึมเศร้าและโรคเบาหวาน รวมทั้งการกำหนดขนาดของโครงสร้างสมองส่วนต่าง ๆ ทำให้ดร.ไนฮอลต์ตั้งสมมติฐานว่า การรวมตัวของยีนกลุ่มเดียวกันนี้ อาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ได้ตามลักษณะที่มันมีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อสมอง (อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยยังคงไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า ยีนตัวใดบ้างที่มีบทบาทเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบวิธีรักษาไมเกรนได้)
เส้นเลือดหรือสมองสำคัญกว่า
เนื่องจากอาการปวดศีรษะไมเกรนของหลายคนมีลักษณะเต้นตุบ ๆ ทำให้เคยสงสัยกันว่า เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองนั้นเกิดการขยายตัว ทำให้มีเลือดไหลเข้าสมองอย่างฉับพลันในปริมาณมาก แต่ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ยังไม่เคยได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไมเกรนหรือไม่
"มันไม่อาจจะอธิบายได้อย่างง่าย ๆ ว่า เส้นเลือดทำให้เกิดสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ขึ้น คุณสามารถให้ยาขยายหลอดเลือดแก่มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ได้ แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะมีอาการไมเกรนกำเริบเสมอไป" ดร.ดุสซอร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม การด่วนสรุปว่าเส้นเลือดไม่เกี่ยวข้องกับโรคไมเกรนเลยอย่างสิ้นเชิง ก็ถือว่าไม่ถูกต้องนัก เพราะการแปรผันทางพันธุกรรมในยีนที่ดร.ไนฮอลต์ พบว่าเสี่ยงต่อโรคไมเกรนนั้น หลายตัวมีส่วนช่วยควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือดด้วย และเส้นเลือดของผู้ป่วยที่กำลังมีอาการไมเกรนกำเริบ ล้วนขยายตัวอย่างผิดปกติกันทั้งสิ้น โดยจะหดตัวกลับคืนสภาพเดิมได้ ก็ต่อเมื่อได้รับยาบรรเทาปวดไมเกรนเท่านั้น
ด้วยเหตุผลดังข้างต้น เส้นเลือดจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับไมเกรนอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจไม่ใช่สาเหตุที่เป็นต้นตอของโรค ดร.ดุสซอร์บอกว่า การที่เส้นเลือดขยายตัวขึ้นอาจมาจากปัจจัยอื่นที่ซ่อนเร้นอยู่ เช่นผนังหลอดเลือดปลดปล่อยโมเลกุลที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดออกมาอย่างฉับพลัน หรือมีการส่งสัญญาณบางอย่างจากเส้นเลือดไปยังสมอง ทั้งยังเป็นไปได้ว่า การที่หลอดเลือดขยายตัวคืออาการของไมเกรนที่ได้เกิดขึ้นแล้ว
ศ.โกดส์บีบอกว่า "ไมเกรนนั้นตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนของสองสิ่งที่เราเรียกกันว่า ประสาทวิทยากับจิตวิทยา" เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในแนวทางของเขาต่างพบว่า ไมเกรนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรคลมชัก, ลมบ้าหมู, และโรคหลอดเลือดสมอง "อุปสรรคท้าทายในการค้นหาสาเหตุของไมเกรนนั้นอยู่ที่ว่า เราจะต้องไล่เรียงแยกแยะทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลางทั้งหมด เพื่อระบุจุดเล็ก ๆ ที่เป็นสาเหตุของมันให้ได้" ต้นตอของโรคที่ว่านี้ อาจเป็นโครงสร้างของสมองในระดับเซลล์ หรือกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านเซลล์ประสาทสมองก็เป็นได้

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ Getty Images
คลื่นสมองที่อาจเป็นปัญหา
หนึ่งในทฤษฎีที่เหล่านักวิจัยเชื่อถือกันมากที่สุด คือแนวคิดที่ว่าไมเกรนจะกำเริบ ก็ต่อเมื่อคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง แผ่ขยายออกไปอย่างช้า ๆ ทั่วเปลือกสมอง (cortex) ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Cortical Spreading Depression (CSD) คลื่นไฟฟ้านี้จะกดการทำงานและความเคลื่อนไหวของสมองให้ลดลง รวมทั้งไปกระตุ้นให้เส้นประสาทในบริเวณใกล้เคียงส่งสัญญาณความเจ็บปวด ซึ่งเท่ากับส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายเกิดการอักเสบขึ้น
ศาสตราจารย์ไมเคิล มอสโกวิตซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายถึงกลไกการทำงานของคลื่น CSD ว่า "มันจะไปกระตุ้นให้มีการขับสารเคมี ซึ่งประกอบไปด้วยโมเลกุลที่ไม่ดีทั้งหลายออกมาในสมอง"
ทว่าสาเหตุที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าชนิดนี้ก่อตัวขึ้น รวมทั้งทิศทางการแผ่ขยายตัวของมัน และกลไกที่นำไปสู่การเกิดอาการแบบต่าง ๆ ยังคงไม่อาจสรุปหรือหาคำตอบได้ชัดเจน โดยล่าสุดในเดือนมี.ค. ปี 2025 นักวิทยาศาสตร์ทีมหนึ่งสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของคลื่น CSD ได้แบบเรียลไทม์โดยบังเอิญ ขณะกำลังจับตาดูคนไข้หญิงวัย 32 ปีผู้หนึ่ง ที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดสมอง
นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจจับคลื่นดังกล่าวได้ ด้วยการเสียบขั้วไฟฟ้า 95 ชิ้น เข้าไปในกะโหลกศีรษะของเธอ ทำให้พบว่าคลื่น CSD เริ่มแผ่ขยายตัวจากเปลือกสมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็น จึงทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดผู้ป่วยโรคไมเกรนบางคนจึงไวต่อแสงหรือมองเห็นแสงสว่างเรืองรองที่แปลกตา หลังจากคลื่นนี้เกิดขึ้นในเปลือกสมองแล้ว มันใช้เวลาเดินทางอีก 80 นาที เพื่อแผ่ขยายตัวไปจนทั่วสมองทั้งก้อน
ธรรมชาติและการแปรผันในรูปแบบต่าง ๆ ของคลื่น CSD ทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดผู้มีภาวะไมเกรนบางคนจึงเห็นแค่แสงสว่างแปลก ๆ ในขณะที่บางคนเห็นแสงสว่างแล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะตามมา บางคนก็กลับกันคือเกิดอาการปวดศีรษะก่อนแล้วจึงมองเห็นแสงสว่าง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนที่หลากหลายของคลื่น CSD นั่นเอง นอกจากนี้คลื่นไฟฟ้าในสมองชนิดดังกล่าว ยังสามารถอธิบายอาการทางประสาทอื่น ๆ ขณะที่ไมเกรนกำเริบได้อีกด้วย เช่นความรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง, หาวนอนบ่อยครั้ง, ภาวะสมองล้า (brain fog), และความอยากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ
ผลวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่เน้นศึกษากรณีของคนไข้เพียงคนเดียว พบว่าสมองส่วนไฮโปทาลามัส (hypothalamus) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่ลึกลงไปในเนื้อสมอง ถูกกระตุ้นอย่างประหลาดตลอดทั้งวัน ก่อนที่อาการของไมเกรนจะกำเริบ สมองส่วนนี้มีหน้าที่สร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียด รวมทั้งควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเครียดและการอดนอนจะกระตุ้นไมเกรนได้ในคนไข้ส่วนใหญ่ แต่นักวิจัยบอกว่ายังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ก่อนจะสรุปได้ว่าไฮโปทาลามัสมีบทบาทต่อโรคไมเกรนอย่างไรกันแน่
สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ ตำแหน่งที่ตั้งของทั้งเปลือกสมองและไฮโปทาลามัส ล้วนไม่ใช่จุดที่เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งแท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นในเส้นใยประสาทของเยื่อหุ้มสมอง (meninges) ต่างหาก
เยื่อหุ้มสมองนั้นเป็นเนื้อเยื่อภายนอกที่มีถึงสามชั้น มีลักษณะคล้ายวุ้นและหนาอย่างยิ่ง โดยมีกลุ่มเส้นใยประสาทมัดหนาที่เรียกว่า trigeminal ganglia คอยเชื่อมต่อเยื่อหุ้มสมองกับสิ่งกระตุ้นเร้าที่ใบหน้า, หนังศีรษะ, และดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันเจ็บเหมือนมีมีดเสียบแทงหลังเบ้าตา และยังปวดร้าวลงไปถึงขากรรไกรแทบจะทุกครั้งที่ไมเกรนกำเริบ นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า เยื่อหุ้มสมองคือกุญแจสำคัญที่จะไขความลับเรื่องไมเกรนได้ดีกว่าสิ่งอื่น
ปฏิกิริยาตอบสนองของเยื่อหุ้มสมอง
เยื่อหุ้มสมองนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเลี้ยงที่มีเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่เต็มไปหมด โดยเซลล์เหล่านี้จะทำหน้าที่ปกป้องสมอง เมื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น โมเลกุลที่มันปลดปล่อยออกมาจะก่อการอักเสบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทในเยื่อหุ้มสมองอีกซีกหนึ่งได้
ดร.ดุสซอร์และคณะพยายามเสนอสมมติฐานที่ว่า ปฏิกิริยาตอบสนองที่มากเกินไปของเซลล์ภูมิคุ้มกัน อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบได้ และนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไมเกรนพบได้บ่อย ในกลุ่มผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และไข้ละอองฟาง (hay fever) ภาวะไมเกรนกำเริบยังพบมากขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ละอองเกสรดอกไม้และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ กระจายตัวในอากาศ จนไปกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เยื่อหุ้มสมองนั่นเอง
ยังมีสัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่า เยื่อหุ้มสมองอาจเป็นสะพานเชื่อมต่อที่สำคัญ ระหว่างตัวกระตุ้นภายนอกในสิ่งแวดล้อม กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของผู้ป่วยไมเกรน เพราะในเยื่อหุ้มสมองมีโครงสร้างที่เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่ทั่วไป เพื่อตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรดเป็นด่าง ซึ่งอาจเกิดจากความผันผวนทางกายภาพ, การอักเสบที่เกิดขึ้นโดยรอบสมอง, หรือคลื่น CSD ที่กดการทำงานของสมองลงชั่วคราว
เมื่อโครงสร้างเล็ก ๆ เหล่านี้ ตรวจพบว่าเยื่อหุ้มสมองมีความเป็นกรดสูงขึ้น มันจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังเส้นใยประสาทที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ซึ่งเป็นที่มาของภาวะไมเกรนกำเริบนั่นเอง บางส่วนของเยื่อหุ้มสมองยังตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดผู้ป่วยไมเกรนบางคนจึงมีอาการดีขึ้น เมื่อได้ประคบน้ำแข็งที่หน้าผากหรือใช้หมอนหนุนอุ่น ๆ รองศีรษะ
ความผันผวนเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ยังอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไมเกรนกำเริบได้ ผู้ป่วยหลายคนบอกว่ามีอาการดังกล่าวในตอนใกล้จะมีประจำเดือน ผลวิจัยยังพบว่าสารเคมีกลุ่มพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) สามารถจะส่งผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือดในสมองได้อย่างน่าอัศจรรย์
ส่วนผสมของสารพัดโมเลกุลที่กระตุ้นไมเกรน
ปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องสงสัยว่าทำให้เกิดโรคไมเกรนนั้น แท้จริงแล้วอาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งหมด "แต่ในที่สุดแล้ว ฉันว่าสักวันหนึ่งเราจะพบปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นสาเหตุของไมเกรนทุกรูปแบบ แต่มันมีอยู่หลายวิธีการและเส้นทาง ที่ทำให้ไมเกรนกำเริบได้" ดร.อามีนาห์ ประธาน ผู้อำนวยการศูนย์เภสัชวิทยาเชิงคลินิก แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ กล่าว "หรือบางทีมันอาจจะยิ่งกว่านั้น ฉันว่าปัจจัยที่กระตุ้นไมเกรนยังแตกต่างกันออกไปในระดับปัจเจกบุคคลด้วย มีหลายวิธีที่ทำให้เราปวดศีรษะไมเกรนได้ และทุกคนก็มีส่วนผสมของสารพัดโมเลกุลในตัวที่แตกต่างกันออกไป"
แต่ถึงกระนั้น การค้นหาโมเลกุลมาตรฐานที่เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพของไมเกรน ยังคงไม่สิ้นสุดลงโดยง่าย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยของศ.โกดส์บีประสบความสำเร็จในการค้นหาโมเลกุลที่ว่า ซึ่งก็คือสารปรับสภาพของเซลล์ประสาท (neuromodulator) ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เซลล์ประสาทรับรู้และตอบสนองได้ว่องไวขึ้นหรือช้าลงได้ โดยพบว่าผู้ป่วยไมเกรนทั้งในยามปกติและตอนที่อาการกำเริบ ต่างก็มีโปรตีนสายสั้นหรือเปปไทด์ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับยีนชนิดแคลซิโทนิน (CGRPs) สูงผิดปกติ
การค้นพบข้างต้นนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนายาชนิดใหม่ออกวางตลาด โดยยานี้จะมุ่งเป้ายับยั้งสาร CGRPs เพื่อป้องกันไม่ให้ไมเกรนกำเริบตั้งแต่ต้น ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้กับคนไข้จำนวนมากทั่วโลกได้อย่างที่ไม่เคยมีการรักษาแบบใดทำได้มาก่อน ซึ่งผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในเดือน ต.ค. ปี 2025 ระบุว่า 70% ของผู้ป่วยไมเกรนกว่า 570 คน ที่ได้รับยาชนิดใหม่ดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งปี มีอาการไมเกรนกำเริบน้อยลงกว่าเดิมถึง 75% ส่วนผู้ป่วยอีก 23% ที่เหลือ หายขาดจากอาการไมเกรนกำเริบได้อย่างสมบูรณ์
"มันจะดีมากทีเดียว หากเราสามารถค้นหาตัวบ่งชี้ระดับโมเลกุลของไมเกรนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เราเริ่มลงมือรักษาผู้ป่วย ซึ่งเราต้องการจะรู้ให้แน่ชัดว่า ใครตอบสนองต่อยาหรือไม่ตอบสนองกันแน่" พญ.มอนทีธกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดร.ประธานกล่าวเตือนว่าระดับของ CGRPs ในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นเพียงความเคลื่อนไหวของกลไกรอบนอกของสมองเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบชัดว่า เหตุใดจึงมี CGRPs เพิ่มขึ้นมากในสมองบางส่วนขณะที่ไมเกรนกำเริบ มีแนวโน้มว่าบทบาทของโมเลกุลชนิดนี้ จะเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของภาพต่อจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ที่ทุกคนยังมองไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไมเกรนเริ่มถูกมองว่า เป็นโรคเรื้อรังที่มีหลายระดับขั้น (สเปกตรัม) ทั้งยังส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย แทนที่จะเป็นแค่ที่ศีรษะและสมอง
ดร.ประธานยังกล่าวทิ้งท้ายว่า "ยังมีโอกาสมากมายสำหรับนักวิจัย ที่ต้องการจะเข้ามาศึกษาเจาะลึกเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะในตอนนี้เราเพิ่งจะขูดเอาผิวหน้าตื้น ๆ ของปริศนาเรื่องไมเกรนออกไปได้เท่านั้น"
แม้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด จะยังไม่สามารถขจัดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ ให้ออกไปจากหัวของฉันได้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า วิทยาศาสตร์กำลังไขปริศนาอันลึกลับของโรคไมเกรนได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแม้อาจจะไม่มีคำตอบเรื่องวิธีรักษาที่ใช้ได้ผลกับทุกคนในทุกกรณี แต่เราก็น่าจะพบทางเลือกอันหลากหลาย ซึ่งสามารถจะเป็นวิธีรักษาให้กับผู้ป่วยไมเกรนหลากหลายรูปแบบได้ในอนาคต











